วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2551

2. การเลือกหัวข้อวิทยานิพนธ์


พี่ และเพื่อนครับ
สำหรับคนที่ยังไม่ได้หัวข้อที่จะทำนะครับ เผื่อได้ไอเดียบ้างครับ
โนะ
การเลือกหัวข้อวิทยานิพนธ์ ตอนที่ 1
Aug 1, '07 11:26 PMfor everyone
เมื่อ นิสิต นักศึกษาเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาหรืออาจารย์ควบคุมวิทยานิพนธ์ได้แล้ว สิ่งที่จะทำในขั้นตอนต่อไปคือ การกำหนดหัวข้อเรื่องที่จะทำวิทยานิพนธ์ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเริ่มต้นทำวิทยานิพนธ์ การกำหนดหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ได้เร็วเท่าไหร่ การทำวิทยานิพนธ์ก็จะประสบความสำเร็จเร็วเช่นกัน ดังคำกล่าวที่ว่า การกำหนดหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ที่จะสามารถทำได้ตามเวลากำหนดและนิสิต นักศึกษามีความรู้ ความสามารถในเรื่องนั้น ถือว่าสำเร็จแล้วครึ่งทาง ส่วนที่เหลือเป็นกระบวนการทำวิทยานิพนธ์ ดังนั้น นิสิต นักศึกษาผู้ทำวิทยานิพนธ์จะต้องกำหนดหัวข้อเรื่องที่ดีที่สุดและมีความเหมาะสมกับความรู้ ความสามารถ พลังกาย เวลา ค่าใช้จ่าย ซึ่งในการเลือกหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ควรคำนึงหลักดังนี้
1. เป็นเรื่องที่นิสิต นักศึกษามีความสนใจ อยากจะทำ อยากศึกษาค้นคว้าอย่างแท้จริง เพราะจะทำให้มีแรงจูงใจในการทำวิทยานิพนธ์ มีความสนใจที่อยากจะทำให้สำเร็จ มีความใฝ่อยากจะรู้ผลการวิจัยและที่สำคัญมีความแรงกล้าที่อยากทำและปกป้องเรื่องที่ตนเองศึกษาอย่างแท้จริง นิสิต นักศึกษาไม่ควรเลือกทำเรื่องที่ตนเองสนใจ เพียงเลือกทำเพื่อสำเร็จตามหลักสูตรการศึกษาเท่านั้น หรือแม้แต่เลือกตามอาจารย์ที่ปรึกษากำหนดให้หัวข้อมาหรือเป็น ส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยหลักของอาจารย์ที่ปรึกษาที่มอบหมายให้นิสิต นักศึกษาต้องทำทั้งไม่สนใจหรือสนใจน้อย ซึ่งจะทำให้ขาดแรงกระตุ้นที่อยากที่จะทำ รวมทั้งความอยากรู้อยากเห็นผลงานวิจัยที่ออกมา ส่งผลถึงคุณภาพของงานวิทยานิพนธ์ที่ด้อยคุณภาพและนิสิต นักศึกษาขาดความรู้สึกเป็นเจ้าของงานวิทยานิพนธ์เรื่องที่ทำด้วย
2. เป็นเรื่องที่นิสิต นักศึกษา เลือกแล้วคาดจะทำสำเร็จบรรลุเป้าหมายตามเวลากำหนดและไม่ขัดแย้งกับแนวคิดของอาจารย์ที่ปรึกษาหรือควบคุมวิทยานิพนธ์ โดยทั่วไปสถาบันแต่ละแห่งให้ระยะเวลาแก่ นิสิต นักศึกษาในการทำวิทยานิพนธ์ไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่ ระยะเวลาในการทำตั้งแต่ 8 เดือนถึง 20 เดือน ถึงแม้ว่าเวลาที่ใช้มีมาก นิสิต นักศึกษาต้องทำให้หัวข้อเรื่องแคบเข้า เพื่อได้ศึกษาในแนวลึกภายในเวลาที่เหมาะสม บางครั้ง นิสิต นักศึกษานึกถึงหัวข้อที่ยิ่งใหญ่เกินไปทำให้เสียเวลาในการทำได้ มีกรณีตัวอย่าง เช่น นิสิต นาย ก เลือกหัวข้อเรื่องที่จะทำวิทยานิพนธ์และคาดว่าจะทำสำเร็จด้วยดี แต่ปรากฏว่าอาจารย์ที่ปรึกษาหรืออาจารย์ควบคุมวิทยานิพนธ์ไม่เห็นด้วยหรือเห็นด้วยกับเรื่องที่
จะทำน้อย ทำให้นิสิต นักศึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ควบคุมวิทยานิพนธ์เข้ากันไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อวิทยานิพนธ์ที่จะทำอย่างโดยตรงเช่นกัน ดังนั้นการเลือกหัวข้อเรื่องที่มีความเป็นไปได้สูงที่คาดว่านิสิต นักศึกษาจะทำสำเร็จ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบดังนี้
2.1 ศักยภาพทางด้านความรู้ ความสามารถ นิสิต นักศึกษาต้องมีความรู้พื้นฐานดีในเรื่องที่จะทำวิทยานิพนธ์ ควรเลือกทำในสาขาที่ตนเองถนัด มีความชำนาญในเรื่องนั้นซึ่งแยกได้ 2 กลุ่ม คือ
2.1.1 กรณีนิสิต นักศึกษาที่ทำงานแล้ว ควรเลือกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำเพื่อจะได้นำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้ด้วย รวมทั้งมีความเป็นที่ได้ที่จะทำสำเร็จ มีความเป็นไปได้สูงเช่นกัน เช่น นิสิต นักศึกษา นาย ก เป็นครูสอนวิชาเคมี เรื่องที่เลือกจะทำก็ควรจะเกี่ยวข้องกับงานที่ทำด้วย ตัวอย่างเช่น เจตคตินักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ต่อวิชาเคมี ความสัมพันธ์ระหว่างความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์กับเจตคติทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 วิธีที่ง่ายที่สุดในการหาหัวข้อ คือ การขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญในเรื่องที่ นิสิต นักศึกษาต้องการศึกษา และสร้างความคุ้นเคยกับสาขานั้น ๆ โดยอ่านเอกสาร งานวิจัยอย่างกว้างขวาง ข้อพึงระวังอย่างยิ่งคือ การสร้างหัวข้อโดยปราศจากความคุ้นเคยในศาสตร์นั้น ๆ เป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง นิสิตนักศึกษาต้องศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้องในสาขานั้น ๆ เพื่อให้รู้ว่าหัวข้อที่เลือกมีความเหมาะสมและน่าสนใจที่จะศึกษาหรือไม่
2.1.2 กรณีนิสิต นักศึกษายังไม่ทำงาน ควรเลือกหัวเรื่องที่ใกล้เคียงกับความรู้หรือฐานความรู้ที่มีอยู่ ซึ่งจะทำให้วิทยานิพนธ์มีความสำเร็จเป็นไปได้สูง นิสิต นักศึกษามีความอยากทำมากขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่มีความรู้เป็นฐานเดิมอยู่แล้ว ถ้านิสิตที่จบปริญญาตรีทางวิทยาศาสตร์ สาขาเคมี นิสิต นักศึกษา ควรเลือกหัวเรื่องที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เช่น เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเจคติทางวิทยาศาสตร์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หรือจบทางคอมพิวเตอร์ ควรศึกษาเกี่ยวกับ การผลิตสื่อการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
2.2 มีความเป็นไปได้สูงที่จะทำได้สำเร็จ กล่าวคือ เรื่องที่เลือกศึกษามีแนวทางชัดเจนอยู่พื้นฐานแห่ง กฎ ทฤษฏี หลักการ และตำรา รายงานการวิจัยที่จะศึกษาเป็นแนวทางได้
2.3 มีเครื่องมือการวิจัยหรือเก็บรวบรวมข้อมูล อุปกรณ์ที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพในการศึกษาค้นคว้า และสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของการวิจัยหรือเรื่องที่ศึกษาอย่างชัดเจนและถูกต้อง
2.4 มีแหล่งศึกษาค้นคว้ากับเรื่องที่จะทำวิจัยอย่างเพียงพอ เช่น ห้องสมุดหรือสำนักวิทยาบริการ วารสาร รายการวิจัย วิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง ฐานข้อมูลการวิจัยและมีความสะดวกในการสืบค้นจากระบบอินเทอร์เน็ตหรือจากฐานข้อมูลนั้น
2.5 มีความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยสำเร็จลงได้และมีคุณภาพขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ตรงตามกลุ่มตัวอย่างที่สุ่มหรือเลือกไว้ ดังนั้นการเก็บรวบรวมข้อมูลบางกรณีต้องได้รับความร่วมมือจากบุคคลในองค์กร หน่วยงานและสถาบันการศึกษา เช่น ได้รับอนุญาตให้เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยความเต็มใจ รวมทั้งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากกลุ่มตัวอย่างมีความเต็มใจ และตั้งใจทำแบบสอบถาม แบบทดสอบ หรือให้การสัมภาษณ์ หรือการทดลองของกระบวนการทำวิทยานิพนธ์
2.6 มีงบประมาณเพียงพอในการดำเนินการวิทยานิพนธ์ตั้งแต่เริ่มจนเสร็จสิ้นของการทำ เพราะหากงบประมาณไม่เพียงพอทำให้การดำเนินการหยุดชะงักไม่สำเร็จตามวันเวลาหรือเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้ ดังนั้นงบประมาณถือเป็นสำคัญเช่นกัน กรณีนิสิตทำวิทยานิพนธ์เชิงคุณภาพ เช่น แนวทางการพัฒนาการเรียนการสอนทางอิเล็กทรอนิกส์(e-Learning) สำหรับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย (สังคม ภูมิพันธ์และคณะ, 2549) กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เชี่ยวชาญที่อยู่หลายที่และรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ นิสิต นักศึกษา จะต้องเดินทาง งบประมาณ ค่าใช้จ่ายจะมากขึ้น มากกว่าการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม ดังนั้นต้องมีการวางแผนการดำเนินการเก็บข้อมูลอย่างรัดกุม เพื่อประหยัดงบประมาณและควบคุมงบประมาณให้เป็นไปตามที่ตั้งไว้หรือถ้าคาดเคลื่อนก็ไม่เกินงบประมาณที่ตั้งไว้จนมากเกินไป
3. เป็นเรื่องที่ผู้ทำวิทยานิพนธ์สนใจตลอดจนเสร็จสิ้นกระบวนการศึกษาค้นคว้าอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเหตุผลหลักสำคัญที่ขาดไม่ได้เช่นกัน เนื่องจากนิสิต นักศึกษา เป็นผู้วิจัย ผู้ทำวิทยานิพนธ์ หัวข้อจึงควรดึงความสนใจของผู้วิจัยได้ เพราะจะเป็นแรงผลักดันให้นิสิต นักศึกษามีความกระตือรือร้นในการทำวิทยานิพนธ์ เพื่อความอยากรู้ ความอยากเห็นคำตอบของนิสิต นักศึกษาจะเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นแรงจูงใจและสร้างความเพียรพยายามในการทำวิทยานิพนธ์ จะทำให้วิทยานิพนธ์สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ดังนั้นนิสิตไม่ควรเลือกตามใจคนอื่น หรือตามใจอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อจบการศึกษาตามหลักสูตรเท่านั้น โดยที่ตนเองไม่มีความสนใจเลย หลีกเลี่ยงหัวข้อที่ไม่ตรงกับความสามารถของตน เช่น นิสิต นักศึกษาที่ขาดความรู้ทางคอมพิวเตอร์ ก็ไม่ควรเลือกหัวข้อที่เกี่ยวกับการผลิตสื่อ การใช้คอมพิวเตอร์ในการวิจัยเป็นหลัก แม้ว่าจะเป็นหัวข้อที่สนใจก็ตาม ซึ่งจะทำให้นิสิตนักศึกษา เกิดความเบื่อหน่าย ขาดแรงจูงใจในการศึกษาและค้นคว้าเอกสารและดำเนินการวิจัย รวมถึงจะส่งผลถึงผลงานวิจัยที่ไม่มีคุณภาพและขาดความภูมิใจในการเป็นเจ้าของงานวิจัยอย่างแท้จริง
4. เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับนโยบายของสถาบัน คณะและภาควิชา ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนส่งเสริมให้ทำ มีความสบายใจในการทำหรือมีความใหม่และทันสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตรงกับเจตนารมณ์ของมหาวิทยาลัย โอกาสจะได้รับพิจารณาอนุมัติทุนและอาจจะได้รับทุนสนับสนุนวิจัย มีความเป็นไปได้สูง เช่น คณะหรือภาควิชา เน้นการวิจัยในชั้นเรียนหรือการวิจัยเชิงคุณภาพ นิสิตควรจะศึกษาหรือทำเรื่องเกี่ยวกับนโยบายที่คณะตั้งไว้เพื่อความสอดคล้องและงานวิจัยที่ทำได้รับการยอมกับอาจารย์ที่ปรึกษาเช่นเดียวกัน
5. เรื่องที่ทำต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานทางทฤษฎีหรืองานวิจัยสนับสนุน หัวข้อเรื่องที่นิสิตเลือกจะต้องมีพื้นฐานมาจากตัวทฤษฎี ฐานทฤษฎีฝังรากในวงจรการพัฒนาความรู้ ซึ่งทฤษฎีทำให้เกิดคำถามผลที่คาดหวังและตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย ถ้าหัวข้อวิจัยของ นิสิต นักศึกษาไม่มีฐานทฤษฎี ไม่ถูกต้อง จะทำให้ล้มเลิกก็เป็นได้ เช่นกัน รวมทั้งหัวข้อ ควรมีความเป็นไปได้ ทั้งในเชิงการหาข้อมูล และการหาเครื่องมือวิเคราะห์ ซึ่งมีหลาย ๆ หัวข้อที่น่าสนใจ แต่ขาดวิธีการวิจัยที่เหมาะสม บางหัวข้อไม่สามารถหาข้อมูลได้ ทำให้การศึกษาหัวข้อนี้เป็นสิ่งที่ท้าท้ายเกินกำลังสำหรับงานวิทยานิพนธ์
6. เป็นเรื่องที่สามารถนำไปพัฒนาในวิชาชีพของตนได้ วิทยานิพนธ์อาจมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นหรือจุดสุดท้ายของการวิจัยในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง กล่าวคือ ที่ว่าเป็นจุดเริ่มต้นก็เนื่องจากว่าหัวข้อนำไปสู่การค้นคว้าวิจัยในอันดับต่อมา ที่ว่าเป็นจุดสุดท้ายก็มองจากแง่มุมของผู้ทำวิจัยว่าเมื่องานสำเร็จผู้วิจัยก็ถือเป็นปราชญ์ในเรื่องนั้น อาจใช้เป็นบันไดในการก้าวกระโดดในหน้าที่การงานได้เป็นอย่างดี เมื่อสาขาอาชีพนั้นได้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยนั้น ๆ สามารถสร้างความก้าวหน้าให้กับสาขาอาชีพที่ นิสิต นักศึกษาทำงานอยู่

Tags: ,
Prev: ความสัมพันธ์ระหว่างสถิติ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างNext: ที่มาของหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ ตอนที่ 2
ที่มาของหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ ตอนที่ 2
Aug 1, '07 11:31 PMfor everyone
มักจะเกิดคำถามเสมอในการเรียนระดับบัณฑิตศึกษาว่า หัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์หรือวิจัย อยู่ไหน ฤาไกลเกินคว้า ปกติการเรียนระดับระดับบัณฑิตศึกษาเป็นเรื่องสนุกสนาน เพราะได้พบเพื่อนต่างวัย ต่างบทบาท ต่างหน้าที่ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ไม่เคยเจอมาก่อน ได้ความคิดใหม่ ๆประสบการณ์ใหม่กับเพื่อร่วมชั้นเรียน แต่นิสิต นักศึกษาจะหนักใจกับหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ที่จะทำตามหลักสูตรของการจบการศึกษา อาจจะเป็นการศึกษาค้นคว้าอิสระ สำหรับนิสิติ นักศึกษาเลือกเรียนแผน ข (8 หน่วยการเรียน) วิทยานิพนธ์สำหรับ นิสิต นักศึกษาเลือกเรียนแผน ก ซึ่งจะทำให้นิสิตบางคนเสียโอกาสที่จบการศึกษาตามหลักสูตรหรือไม่จบการศึกษาเลย เพราะนิสิต นักศึกษาจะจบการศึกษาตามหลักสูตร ต้องทำวิทยานิพนธ์หรือการศึกษาค้นคว้าอิสระ สาเหตุหลักคือนิสิต นักศึกษาคิดหัวข้อเรื่องที่จะทำไม่ได้หรือทำแล้วแต่ติดปัญหาที่กระบวนการวิจัยที่ไม่สามารถดำเนินการได้ อาจจะเกิดจากความรู้พื้นฐานน้อย การวางแผนล้มเหลว หรือเรื่องที่ทำขาดความสนใจ และที่สำคัญคือตัวนิสิต นักศึกษาเอง ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น นิสิต นักศึกษาควรมีการแผนการทำวิทยานิพนธ์ตั้งเริ่มเรียน ยิ่งเริ่มได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อการทำวิทยานิพนธ์เท่านั้น วิธีที่ง่ายที่สุดในการค้นหา หัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์มีดังนี้
1. ผู้ที่จะทำวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ จะต้องทราบว่าตนเองต้องการจะศึกษาเรื่อง อะไรอย่างชัดเจน จึงจะสามารถกำหนดหัวข้อเรื่องสำหรับการวิจัยได้อย่างเหมาะสม กล่าวคือ จากความสนใจ ประสบการณ์ ภูมิหลัง อาจมีบางเรื่องราวที่นิสิต นักศึกษา เองสนใจต้องการหาคำตอบข้อเท็จจริง เช่น อยากทราบแนวคิดหรือข้อสังเกตของนิสิต นักศึกษาในเรื่องตนเองเกี่ยวข้อง สมมติว่านิสิต นักศึกษามีอาชีพครูหรือเป็นนักการศึกษาที่สนใจวิธีสอน อาจตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับวิธีสอนในโรงเรียนของตนเองและต้องการที่ทดลองการจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีสอนที่แตกต่างกัน จะส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหรือไม่ หรือนิสิต นักศึกษา ทำธุรกิจด้านภาพยนตร์ อาจตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ การเลือกชมภาพยนตร์ของประชาชนว่ามีลักษณะอย่างไร หรือมีวิธีการใดที่ส่งเสริมให้คนเลือกชมภาพยนตร์ของเรา จากข้อสังเกต ประสบการณ์และความสนใจดังกล่าว นิสิต นักศึกษาจะได้หัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ ที่เกิดจากความต้องการของนิสิต นักศึกษาเอง
2. งานวิจัย วิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์ แหล่งที่มาของหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์แหล่งหนึ่ง คือ งานวิจัย วิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์ ของนักวิชาการหรือนิสิต นักศึกษาที่ทำเสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งในงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ จากการอ่านวิเคราะห์หรือทบทวนอาจจะพบช่องว่างหรือจุดอ่อนหรือหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ที่ตนสนใจที่จะศึกษาหลังจากได้อ่านผลงานหรือวิทยานิพนธ์ของผู้อื่นแล้ว ตัวอย่างเช่น การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรีโกณมิติ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบทีจีที(TGT) กับแบบ สสวท. ถ้านิสิต นักศึกษา พิจารณาแล้วยังมีข้อบกพร่อง ก็สามารถศึกษาใหม่ได้ อาจจะเพิ่มวิธีสอนหรือเปลี่ยนวิธีสอนใหม่ จากหัวข้อเรื่อง การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรีโกณมิติ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบทีจีที(TGT)กับแบบ สสวท. เปลี่ยนเป็น การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรีโกณมิติ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิ๊กซอว์แบบทีจีที(TGT)กับแบบ สสวท. เหล่านี้เป็นต้น แต่อย่าลืมว่าในการอ่านหรือทบวนนิสิต นักศึกษาควรศึกษางานวิจัยในสาขาของตนเอง เพื่อค้นหาหัวข้อเรื่องที่วิทยานิพนธ์ที่ทำได้ หรือสาขาใกล้เคียง เช่น ในสาขาการวิจัยการศึกษา ได้แก่ งานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์สาขาการวิจัยการการศึกษา สาขาการวัดผลการศึกษา สาขาหลักสูตรและการสอน สาขาการศึกษาทั่วไป ทั้งงานวิจัยในและต่างประเทศ หรือในสาขาบัญชีและการจัดการ ได้แก่ งานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ของสาขาการบัญชี สาขาการจัดการทั่วไป สาขาการเงิน สาขานโยบายสาธารณะ เป็นต้น
3. ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ แหล่งที่มาของหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์แหล่งหนึ่ง คือ ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ เนื่องจากงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ทั้งในและต่างประเทศทุกเล่ม ที่อยู่ในรูปเล่มหรือตีพิมพ์ในวารสาร จะพบว่า บทที่ 5 หลังการสรุปผล อภิปรายผลการวิจัย จะมีข้อเสนอแนะของผลการวิจัย ทั้งข้อเสนอแนะเพื่อการนำไปใช้และข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป เมื่อนิสิต นักศึกษาได้อ่านหรือวิเคราะห์ อาจจะพบหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ที่น่าสนใจหรืออาจจะประยุกต์ข้อเสนอแนะและสามารถกำหนดหรือตั้งเป็นชื่อเรื่องได้ ถ้าเป็นงานวิจัยระดับชาติแล้วยิ่งมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจที่สามารถแยกแยะประเด็นต่าง ๆ ที่ต้องการทำวิทยานิพนธ์
4. เอกสารและบทความที่ตีพิมพ์ ซึ่งปัจจุบันเอกสารและบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารงานวิจัยมีจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศ วารสารถึงว่าเป็นแหล่งรวมบทความและผลงานวิจัยที่เป็นปัจจุบันที่สุดและมีความรู้ใหม่ ผลงานวิจัยใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ ยิ่งนิสิต นักศึกษาอ่านและวิเคราะห์บทความหรืองานวิจัยมากเท่าใดโอกาสที่จะพบหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ยิ่งมีมากและใหม่ ทันสมัย เป็นปัจจุบันมากที่สุด แต่ทั้งนี้ควรอ่านวารสารหรือเอกสารที่ตรงกับสาขาของตนเองหรือเกี่ยวข้อง เพื่อจะได้หัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ที่ตรงกับสาขาและทำได้เลย ตัวอย่างวารสารได้แก่ วารสารการวัดผลการศึกษา วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วารสารบัญชีและการจัดการ วารสารรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ วารสารสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติและวารสารคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
5. อินเทอร์เน็ต ปัจจุบันถือว่าเป็นสื่อแหล่งรวมงานวิจัยทั่วโลก นิสิต นักศึกษาสามารถค้นหางานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์จากมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งค้นหาข้อมูลที่นิสิต นักศึกษาสนใจได้ รวมถึงอาจจะได้ความคิดใหม่ในการหาหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ และสามารถตรวจสอบชื่อเรื่องของนิสิตที่ตั้งขึ้นว่าซ้ำหรือมีคนทำมากน้อยแค่ไหนได้ด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

6. ข่าวในสื่อมวลชน แหล่งที่มาของหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ที่สำคัญแหล่งหนึ่ง คือ ข่าวในสื่อมวลชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและเหตุการณ์ต่าง ๆ ในปัจจุบัน เป็นเรื่องที่คนกำลังสนใจอยู่ ปัญหาและเหตุการณ์เหล่านั้นยังไม่มีคำตอบหรือไม่ข้อยุติที่แน่นอนและถึงมีข้อมูลแต่ยังไม่ครอบคลุมหรือถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ตามหลักวิชาการ ดังนั้นนิสิต นักศึกษาสามารถเอาประเด็นเหล่านั้นมาตั้งเป็นหัวเรื่องวิทยานิพนธ์ได้ เช่น ด้านการศึกษา เกี่ยวกับการแบ่งเขตพื้นที่การศึกษาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร สามารถศึกษาความคิดเห็นของครู นักเรียนและกรรมการสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องเพื่อหาข้อสรุปตามหลักวิชาการและสภาพความเป็นจริงแก่สาธารณชนหรือด้านรัฐประศาสตร์และสังคมศาสตร์ ศึกษาเกี่ยวกับระบบการเมืองในปัจจุบัน แนวทางการปฏิรูปการเมืองการปกครองและประชาชนกับประชาธิปไตยในปัจจุบัน เหล่านี้ถือว่าเป็นหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ที่ทันสมัยและเหตุการณ์ในปัจจุบัน
7. หน่วยงานที่นิสิต นักศึกษาทำงานอยู่ แหล่งที่มาของหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ที่สำคัญแหล่งหนึ่ง คือ หน่วยงานที่นิสิต นักศึกษาปฏิบัติงานอยู่ อาจมีหัวข้อเรื่องวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ที่น่าสนใจหลายเรื่อง เพื่อขจัดความสงสัยหรือเพื่อศึกษาให้ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องที่หน่วยงานสนใจ รวมทั้งนิสิต นักศึกษาสนใจด้วยเช่นเดียวกัน เช่น กรณีประกอบอาชีพข้าราชการ อาจจะศึกษาขวัญและกำลังในการปฏิบัติงานของผู้อยู่ใต้บังบัญชา เจตคติหรือทัศนคติต่อการปฏิบัติงานในหน่วยงาน หรือศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บริการหน่วยงาน กรณีเป็นเจ้าของกิจการ อาจจะศึกษาแนวโน้มการขยายธุรกิจ ความพึงพอใจของลูกค้าต่อการบริการ ปัญหาและความต้องการในการเลือกซื้อสินค้า เป็นต้น จะเห็นว่าที่ทำงานหรือหน่วยงานที่ปฏิบัติงานอยู่ มีประเด็นที่น่าสนใจหรือมีหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่าแหล่งอื่น ๆ เช่นเดียวกัน ซึ่งนิสิต นักศึกษาไม่ควรมองข้ามแหล่งที่มาใกล้ตัว
8. การทำ Review Research หรือการทบทวนงานวิจัย วิทยานิพนธ์ที่ทำเสร็จแล้ว ซึ่งส่วนมากนิสิต นักศึกษามักจะได้ทำในการเรียนตามรายวิชา การทำ Review Research จะช่วยให้นิสิต นักศึกษา ทราบถึงระเบียบวิธีวิจัย การดำเนินการวิจัย ผลของการวิจัย รวมทั้งจุดเด่น จุดด้อยของานวิจัย วิทยานิพนธ์เรื่องนั้นด้วย รวมทั้งอาจจะเป็นการจุดประกายหัวข้อเรื่องที่น่าสนใจเพื่อจะศึกษา ต่อยอดเรื่องที่ศึกษามาแล้วให้ลึกซึ้งกว่าเดิม ซึ่งหลักการทำ Review Research นิสิต นักศึกษา ควรทำเรื่องหรือขอบเขตที่เป็นแนวเดียวกัน ไม่ควรทำกระจัดกระจาย เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การ Review Research ควรหาเรื่องงานวิจัย วิทยานิพนธ์ที่มีความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวข้องเพื่อจะได้ตัวแปรที่ศึกษาไม่ชัดเจน

Tags: , ,
Prev: การเลือกหัวข้อวิทยานิพนธ์ ตอนที่ 1Next: การเขียนวิทยานิพนธ์ : การตั้งชื่อเรื่องวิทยานิพนธ์

1. ประวัติการวิจัยแบบสำรวจ

โนะ
การวิจัยแบบสำรวจ*

ประวัติของการวิจัยแบบสำรวจ
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการติดต่อโดยตรงกับผู้ให้ข้อมูลหรือผู้ตอบข้อมูล ได้มีมานานแล้วในสมัยโรมและอียิปต์ได้มีการทำสำมะโนประชากร ซึ่งเป็นการทำสำมะโนประชากรทั้งหมด เพื่อที่จะนำข่าวสารที่ได้ไปใช้ในการเก็บภาษี เกณฑ์ทหาร และวัตถุประสงค์ในทางด้านบริหารอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม การสำรวจขนาดใหญ่และอย่างมีระเบียบเพิ่งจะเริ่มต้นตอนศตวรรษที่ 18 โดย John Howard นักปฏิรูปทางสังคมชาวอังกฤษ ซึ่งได้ศึกษาสภาพที่คุมขังซึ่งมีผลต่อสุขภาพอนามัยของนักโทษ Frederic Le Play นักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศสได้พยายามอย่างยิ่งในการที่จะนำเอาผลของการสำรวจไปใช้ในการวางแผน ผู้ที่ถือได้ว่าทำการสำรวจอย่างกว้างขวางและถือได้ว่าเป็นที่มาของการวิจัยปัจจุบัน ได้แก่ นักสถิติชาวอังกฤษ ชื่อ Charles Booth ในปี ค.ศ. 1886 เขาได้ทำการศึกษาเรื่อง “ความยากจน” และได้เสนอรายงานถึง 17 เล่ม ความก้าวหน้าของการวิจัยแบบสำรวจในศตวรรษที่ 20 นี้ เป็นผลมาจากการเน้นถึงคุณค่าของความรู้และการใช้เหตุผล และผลพลอยได้จากการค้นพบวิธีการสุ่มตัวอย่างโดยอาศัยความน่าจะเป็นไปได้ (Probability Sampling) จากการวิจัยทางด้านการเกษตร ศาสตรจารย์ Paul F. Lazarsfeld แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกาได้เป็นผู้เปลี่ยนลักษณะของการวิจัยจากการพรรณนา (description) ไปเป็นการวิจัยแบบหาเหตุผล (causal explanation) ทดสอบสมมติฐานซึ่งเป็นแบบฉบับของการวิจัยปัจจุบัน ส่วนหัวข้อหรือเรื่องที่เหมาะสมกับการสำรวจโดยการสุ่มตัวอย่าง นั้น พิชิต พิทักษ์เทพสมบัติ (2550,น.157) ได้กล่าวถึงลักษณะสำคัญของการสำรวจโดยการสุ่มตัวอย่าง คือ การใช้แบบสอบถามหรือแบบสัมภาษณ์ซึ่งอาจจะกระทำได้หลายวิธี เช่น การให้ผู้ตอบกรอกเองหรือผู้ตอบการสัมภาษณ์เป็นต้น เพราะฉะนั้น การสำรวจจึงเหมาะสมสำหรับการรวบรวมข้อมูลจากหน่วยวิเคราะห์(Unit of analysis) ที่เป็นบุคคล แต่อย่างไรก็ตาม การวิจัยแบบนี้ก็สามารถใช้หน่วยวิเคราะห์อื่นๆได้โดยมีบุคคลเป็นผู้ตอบ
การสำรวจสามารถใช้ได้ทั้งในการวิจัยเพื่อการพรรณนา เพื่อค้นหาความรู้ใหม่ (Exploratory) และเพื่อการอธิบาย (explanation) การสำรวจเป็นวิธีวิจัยที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งที่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ข้อมูลเกี่ยวกับข้อเท็จจริง เช่น อายุ การศึกษา ฯลฯ พฤติกรรม เช่น การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ฯลฯ ทัศนคติ เช่น ทัศนคติต่อการทำงาน ทัศนคติต่อการวางแผนครอบครัว การปฏิสังสรรค์ การเลือกเพื่อนร่วมงาน เป็นต้น เนื่องมาจากข้อได้เปรียบเหล่านี้ การสำรวจจึงเป็นวิธีวิจัยที่สำคัญในการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างกว้างขวางในทางสังคม
ประโยชน์ของการสำรวจโดยการสุ่มตัวอย่าง การสำรวจมีประโยชน์ที่สำคัญหลายประการคือ การพรรณนาประชากร การประเมินผลโครงการและการสร้างดัชนีทางสังคม การสำรวจได้ถูกนำไปใช้ในการวิจัยตั้งแต่หัวข้อที่เน้นในเรื่องการปฏิบัติ เช่น การวัดทัศนคติ การสำรวจไปตลอดจนถึงหัวข้อที่เป็นวิชาการ ผู้บริหารได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลจากการสำรวจในการวางแผนนโยบาย การวางแผนอย่างกว้างขวาง นักประชากรศาสตร์ได้ใช้การสำรวจในการวัดทัศนคติความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับการวางแผนครอบครัว เป็นต้น
ส่วนในการวิจัยทางสังคมศาสตร์ สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ (2540, น.130 -145)ได้กล่าวไว้ว่า สามารถแบ่งแบบของการวิจัยออกได้เป็น 3 ประเภท คือ แบบทดลอง (Experimental Design) แบบกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Design) แบบไม่ทดลอง (Non-experimental Design)
แบบของการวิจัยที่นิยมใช้กันมากที่สุดในการวิจัยทางสังคมศาสตร์คือ แบบไม่ทดลอง รองลงมาได้แก่ แบบกึ่งทดลอง และแบบทดลอง ตามลำดับ โดยทั่วไปในการวิจัยผู้วิจัยต้องการได้ข้อสรุปที่แน่นอน แบบของการวิจัยประเภททดลองจึงเป็นแบบแม่บทหรือแบบที่ควรยึดถือปฏิบัติตาม อย่างไรก็ตามในการที่จะนำแบบใดมาใช้ย่อมขึ้นอยู่กับปัญหาที่ต้องการวิจัย ไม่มีแบบใดที่ดีที่สุดสำหรับการวิจัยทุกประเภท เนื่องจากการวิจัยแบบไม่ทดลอง เป็นแบบที่นิยมมากที่สุด
โดยสรุปในการออกแบบการวิจัย ผู้ที่จะทำการวิจัยจำเป็นจะต้องคิดให้ละเอียดรอบคอบถึงความต้องการของข้อมูลที่จะใช้ในการวิจัย วิธีการที่จะได้มาซึ่งข้อมูลนั้น ที่ถูกต้องประหยัดสะดวก รวดเร็ว และข้อมูลที่ได้มานั้นต้องตอบวัตถุประสงค์ของการวิจัยได้ครบถ้วน เพื่อให้ได้ผลงานวิจัยที่ดีผู้ที่จะทำวิจัยควรที่จะสามารถตอบคำถามหลักในแต่ละขั้นตอนของการวิจัยนับตั้งแต่การตั้งหัวข้อ การระบุประเด็นปัญหาที่จะทำการวิจัยไปจนถึงการรายงานผลที่ได้จากการวิจัย
พรศักดิ์ ผ่องแผ้ว (2543, น. 615-616) ได้กล่าวถึง การวิจัยแบบสำรวจ (survey) ว่าเป็นกระบวนการวิจัยซึ่งรวบรวมข้อมูลที่เป็นมาตรฐานจากการสุ่มตัวอย่างของประชากรวิจัยหนึ่งๆ นับเป็นการวิจัยที่ได้รับความนิยมสูงในวิจัยทางสังคมศาสตร์ รวมทั้งใช้ในการสำรวจสาธารณมติและการหยั่งเสียงความนิยม (poll) ทางการเมืองและสังคมด้วย นอกจากนั้นนักวิจัยยังนิยมใช้วิธีการนี้สำรวจเพื่อตันสินความนิยม การยอมรับผลิตภัณฑ์ใหม่องค์การของรัฐและเอกชน การสำรวจความต้องการ การสำรวจทรัพยากร หรือการสำรวจปฏิกิริยาที่มีต่อโครงการต่างๆ นักสังคมศาสตร์มักจะใช้วิธีการวิจัยแบบสำรวจรวบรวมข่าวสารข้อมูลที่เป็นมาตรฐาน เพื่อสร้างข้อสรุปทั่วไปในประเด็นที่ทำการศึกษา
การวิจัยแบบสำรวจมีจุดแข็งอยู่ 2 ประการ คือ ประการแรก การวิจัยแบบสำรวจ สามารถรวบรวมข้อมูลจากผู้คนจำนวนมากได้ ประการที่สอง การวิจัยแบบสำรวจสามารถกำหนดความแม่นยำในกรอบของความคลาดเคลื่อนของการสุ่ม (sampling error) ได้ การบอกระดับความคลาดเคลื่อนได้นี้ ทำให้นักวิจัยสามารถปรับค่าความแม่นยำได้โดยการปรับขนาดของการสุ่มตัวอย่างและปรับแบบของการสุ่ม เป็นต้น
ส่วนชนิดของการสำรวจโดยการสุ่มตัวอย่าง พิชิต พิทักษ์เทพสมบัติ (2550,น.168) ได้กล่าวว่า การรวบรวมข้อมูลโดยการสำรวจอาจจะกระทำได้ 2 วิธีใหญ่ๆ คือ
1. การสำรวจโดยให้ผู้ตอบกรอกแบบคำตอบลงในแบบสอบถามเอง ซึ่งผู้วิจัยอาจจะกระทำได้ 2 วิธี คือ 1.1) ส่งแบบสอบถามไปให้ผู้ตอบทางไปรษณีย์และขอให้ส่งกลับทางไปรษณีย์ (Mailed Survey) 1.2) นำแบบสอบถามไปให้ผู้ตอบด้วยตนเอง (Self-Administered Survey) ข้อแตกต่างระหว่าง 2 วิธีนี้คือ แบบแรกไม่ได้มีการติดต่อโดยตรงระหว่างผู้วิจัยและผู้ตอบเช่นวิธีที่สอง
2. การสำรวจโดยผู้ตอบตอบคำถามการสัมภาษณ์ (Interview) สำหรับวิธีนี้ก็อาจจะกระทำได้ 2 วิธี คือ 2.1) สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ (Telephone Interview Survey) 2.2) สัมภาษณ์ตัวต่อตัว (Face –to-Face Interview หรือ Personal Interview Survey) ข้อแตกต่างระหว่างสองวิธีนี้ก็คล้ายๆ กับข้อแตกต่างระหว่าง ข้อ 1.1 กับข้อ 1.2 นั่นคือ การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ไม่ได้เป็นการติดต่อโดยตรงเช่นเดียวกับการสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว
และ พิชิต พิทักษ์เทพสมบัติ (2550,น.176) ยังได้กล่าวถึงขั้นตอนของการสำรวจโดยการสุ่มตัวอย่างว่าแบ่งออกเป็น 7 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1. ขั้นวางแผน ในขั้นนี้เป็นการกำหนดเป้าหมายของการวิจัย กลยุทธ์ในการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยจะต้องมีแนวคิดและสมมติฐาน โดยการศึกษาวรรณกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วน
2. การออกแบบการวิจัย ขั้นตอนนี้มักจะเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิดกับขั้นตอนแรก บางทีดูเหมือนจะกระทำไปพร้อมกันได้เลย ในขั้นนี้สิ่งที่ต้องให้ความสนใจคือ จะรวบรวมข้อมูลอะไรบ้างที่สามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ของการศึกษาได้
3. การสุ่มตัวอย่าง ดังที่ได้กล่าวมาแล้วจากขั้นต้นว่า ในการสำรวจนั้นเป็นการเลือกศึกษาประชากรเพียงบางส่วน ไม่ได้ศึกษาประชากรทั้งหมดเช่นเดียวกับสำมะโนประชากร การสุ่มตัวอย่างเป็นกระบวนการที่เลือกตัวอย่างจากประชากรทั้งหมดและใช้ตัวอย่างเหล่านี้เป็นตัวแทนของประชากรนั้น ในขั้นนี้ผู้วิจัยจะต้องให้คำจำกัดความของคำว่าประชากรให้แน่ชัดว่า ครอบคลุมใครบ้าง จะเลือกตัวอย่างโดยวิธีใดเป็นต้น
4. การออกแบบสอบถามหรือแบบสัมภาษณ์ เป็นกระบวนการแปรรูปวัตถุประสงค์ที่ต้องการศึกษาให้เป็นคำถามเพื่อจะใช้เป็นเครื่องมือในการวัดความจริงที่ต้องการทราบ กระบวนการขั้นนี้ เป็นเรื่องการทดลอง เพื่อหาคำถามที่เหมาะสมที่สุดโดยทั่วไปก็จะมุ่งอยู่ที่จำนวนชนิดการเรียงลำดับของคำถาม และวิธีที่จะดึงดูดใจให้ผู้ตอบคำถามสนใจในคำถาม เป็นต้น
5. งานสนามหรือการรวบรวมข้อมูล งานในขั้นตอนนี้ เป็นงานภาคปฏิบัติ เช่น การรับสมัคร ฝึกอบรมผู้ทำหน้าที่ในการสัมภาษณ์ การตรวจตราการสัมภาษณ์ รวมทั้งการสำรวจขนาดเล็กเพื่อทดสอบแบบสอบถาม (Pretest) และการบริหารการวิจัย
6. ขั้นประมวลข้อมูล ประกอบไปด้วย 1) การบรรณาธิการ ซึ่งเป็นการตรวจสอบความถูกต้อง สอดคล้องของข้อมูลที่ได้มาก่อนที่จะได้ให้รหัส 2) การให้รหัส ซึ่งเป็นการแปรสภาพคำตอบ (ซึ่งเป็นคำพูด เช่น ชาย หญิง เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย) ให้เป็นตัวเลขเพื่อที่จะนำไปใช้ในการวิเคราะห์โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ได้
7. การวิเคราะห์และรายงานผล เป็นกระบวนการที่เปลี่ยนตัวเลขให้เป็นคำพูดที่มีความหมายต่อคำถามที่ต้องการทราบ ในขั้นนี้ประกอบไปด้วยการเสนอและแปลความหมายการกระจายของข้อมูลและตาราง สมการ ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล
ในการวิจัยทางสังคมศาสตร์นั้น บ่อยครั้งที่ผู้วิจัยต้องการข้อมูลบางเรื่องที่สนใจ อาจจะเป็นข้อเท็จจริง ความรู้ พฤติกรรม ของคน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ยังไม่ปรากฎในแหล่งอ้างอิงใด และเป็นข้อมูลตามสภาวะที่เป็นอยู่ขณะนั้น เพื่อผู้วิจัยจะใช้ประโยชน์ในการทำความเข้าใจเบื้องต้นในเรื่องที่ศึกษา หรือเพื่อเป็นพื้นฐานในการกำหนดแนวคิดการวิจัยในเรื่องดังกล่าวให้ลึกซึ้งต่อไป ผ่องพรรณ ตรัยมงคลกูล และสุภาพ ฉัตราภรณ์ (2541,น.143) ได้กล่าวถึงการวิจัยเชิงสำรวจ (survey) เป็นแบบการวิจัยที่จะช่วยให้ได้ข้อมูลดังกล่าวข้างต้น และเป็นแบบการวิจัยที่ใช้มากที่สุดในสาขาการศึกษาและสังคมศาสตร์อื่นๆ แต่ด้วยเหตุที่เป็นแบบการวิจัยที่นิยมใช้มาก ประกอบกับลักษณะของการวิจัยแบบนี้ที่ดูประหนึ่งว่าจะดำเนินการได้โดยง่าย จึงมักทำให้เกิดทัศนะเชิงลบต่อแบบการวิจัยเชิงสำรวจ ว่าเป็นการวิจัยที่มีคุณค่าน้อย ไม่มีความเป็นวิชาการเพียงพอ นักจัยทางวิทยาศาสตร์ในบางสาขามีความคิดว่าการสำรวจไม่ใช่ “การวิจัย” ทั้งนี้ สืบเนื่องจากการยึดติดกับแนวคิดที่ว่าการวิจัยมีจุดมุ่งหมายประการเดียวคือ การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุ-ผล ซึ่งต้องดำเนินการโดยวิธีทดลองเท่านั้น
โดยสรุป ระเบียบวิธีวิจัยประเภทต่างๆ ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันในการพัฒนาองค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์ เพื่อให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายของหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่มุ่งถึงการบุกเบิก การพรรณนา การอธิบาย รวมทั้งการพยากรณ์ แต่ละรูปแบบการวิจัย แต่ละวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล และแต่ละเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลย่อมสามารถประกอบเข้าด้วยกันได้อย่างเป็นระบบตามขั้นตอนของกระบวนการพัฒนาองค์ความรู้ อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า นักวิทยาศาสตร์สังคมมีความพร้อมในแง่ของความรู้และทักษะที่จะประยุกต์ใช้เครื่องมือการวิจัยประเภทต่างๆ อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะและสถานการณ์ของการวิจัยหรือไม่เพียงใด (ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ (2527,น. 77-78) และที่สำคัญการสำรวจโดยการสุ่มตัวอย่าง เป็นวิธีวิจัยที่ถูกใช้กันอย่างกว้างขวางตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและคาดว่าจะยังใช้ต่อไปในอนาคต เพราะเป็นวิธีวิจัยที่ใช้ได้ในแทบทุกเรื่องหรือวัตถุประสงค์ตราบเท่าที่มีผู้ (คน) ที่ตอบคำถาม นี่คือข้อดีที่สำคัญของการวิจัยแบบนี้ ข้อจำกัดหรือข้อเสียที่ถูกนำมากล่าวถึงเสมอคือ เรื่องของปฏิกิริยา (reaction) นักวิจัยที่สนใจในแง่ระเบียบวิธีวิจัยก็ได้พยายามพิสูจน์ และยอมรับว่ามีประเด็นปัญหาดังที่ถูกกล่าวหาและก็ได้ข้อสรุปทั่วๆ ไปว่า มีปัญหา แต่ว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่โตหรือรุนแรง จนวิธีวิจัยนี้ใช้ไม่ได้หรือต้องโยนทิ้งหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า การสำรวจมีปัญหา แต่สามารถแก้ไขได้เพราะผู้วิจัยทราบว่ามีปัญหา ปัญหาอยู่ที่ใดจะแก้ไขให้ลดน้อยหรือรุนแรงน้อยลงได้อย่างไร พิชิต พิทักษ์เทพสมบัติ (2550,น.181) และที่สำคัญ การสำรวจสามารถใช้ได้ทั้งในการวิจัยเพื่อการพรรณนา เพื่อค้นหาความรู้ใหม่ (Exploratory) และเพื่อการอธิบาย (explanation) การสำรวจเป็นวิธีวิจัยที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งที่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้อย่างกว้างขวาง ดังนั้นการวิจัยแบบสำรวจจึงเป็นวิธีวิจัยที่สำคัญในการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างกว้างขวางในทางสังคม

บรรณานุกรม
ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์. ระเบียบวิธีวิจัยทางวิทยาศาสตร์สังคม การสังเคราะห์และบูรณาการ.
กรุงเทพมหานคร: หจก.การพิมพ์พระนคร,2527.
พิชิต พิทักษ์เทพสมบัติ.การสำรวจโดยการสุ่มตัวอย่าง : ทฤษฎีและปฏิบัติ. กรุงเทพมหานคร :
สำนักพิมพ์เสมาธรรม , 2550
พรศักดิ์ ผ่องแผ้ว. ศาสตร์แห่งการวิจัยทางการเมืองและสังคม. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
สถาบันวิถีไทย, 2543.
ผ่องพรรณ ตรัยมงคลกูล และสุภาพ ฉัตราภรณ์. การออกแบบการวิจัย. กรุงเทพมหานคร:
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2541
สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์.ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์.กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์เลี่ยงเชี่ยง,
2540