วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2551

2. การเลือกหัวข้อวิทยานิพนธ์


พี่ และเพื่อนครับ
สำหรับคนที่ยังไม่ได้หัวข้อที่จะทำนะครับ เผื่อได้ไอเดียบ้างครับ
โนะ
การเลือกหัวข้อวิทยานิพนธ์ ตอนที่ 1
Aug 1, '07 11:26 PMfor everyone
เมื่อ นิสิต นักศึกษาเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาหรืออาจารย์ควบคุมวิทยานิพนธ์ได้แล้ว สิ่งที่จะทำในขั้นตอนต่อไปคือ การกำหนดหัวข้อเรื่องที่จะทำวิทยานิพนธ์ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเริ่มต้นทำวิทยานิพนธ์ การกำหนดหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ได้เร็วเท่าไหร่ การทำวิทยานิพนธ์ก็จะประสบความสำเร็จเร็วเช่นกัน ดังคำกล่าวที่ว่า การกำหนดหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ที่จะสามารถทำได้ตามเวลากำหนดและนิสิต นักศึกษามีความรู้ ความสามารถในเรื่องนั้น ถือว่าสำเร็จแล้วครึ่งทาง ส่วนที่เหลือเป็นกระบวนการทำวิทยานิพนธ์ ดังนั้น นิสิต นักศึกษาผู้ทำวิทยานิพนธ์จะต้องกำหนดหัวข้อเรื่องที่ดีที่สุดและมีความเหมาะสมกับความรู้ ความสามารถ พลังกาย เวลา ค่าใช้จ่าย ซึ่งในการเลือกหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ควรคำนึงหลักดังนี้
1. เป็นเรื่องที่นิสิต นักศึกษามีความสนใจ อยากจะทำ อยากศึกษาค้นคว้าอย่างแท้จริง เพราะจะทำให้มีแรงจูงใจในการทำวิทยานิพนธ์ มีความสนใจที่อยากจะทำให้สำเร็จ มีความใฝ่อยากจะรู้ผลการวิจัยและที่สำคัญมีความแรงกล้าที่อยากทำและปกป้องเรื่องที่ตนเองศึกษาอย่างแท้จริง นิสิต นักศึกษาไม่ควรเลือกทำเรื่องที่ตนเองสนใจ เพียงเลือกทำเพื่อสำเร็จตามหลักสูตรการศึกษาเท่านั้น หรือแม้แต่เลือกตามอาจารย์ที่ปรึกษากำหนดให้หัวข้อมาหรือเป็น ส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยหลักของอาจารย์ที่ปรึกษาที่มอบหมายให้นิสิต นักศึกษาต้องทำทั้งไม่สนใจหรือสนใจน้อย ซึ่งจะทำให้ขาดแรงกระตุ้นที่อยากที่จะทำ รวมทั้งความอยากรู้อยากเห็นผลงานวิจัยที่ออกมา ส่งผลถึงคุณภาพของงานวิทยานิพนธ์ที่ด้อยคุณภาพและนิสิต นักศึกษาขาดความรู้สึกเป็นเจ้าของงานวิทยานิพนธ์เรื่องที่ทำด้วย
2. เป็นเรื่องที่นิสิต นักศึกษา เลือกแล้วคาดจะทำสำเร็จบรรลุเป้าหมายตามเวลากำหนดและไม่ขัดแย้งกับแนวคิดของอาจารย์ที่ปรึกษาหรือควบคุมวิทยานิพนธ์ โดยทั่วไปสถาบันแต่ละแห่งให้ระยะเวลาแก่ นิสิต นักศึกษาในการทำวิทยานิพนธ์ไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่ ระยะเวลาในการทำตั้งแต่ 8 เดือนถึง 20 เดือน ถึงแม้ว่าเวลาที่ใช้มีมาก นิสิต นักศึกษาต้องทำให้หัวข้อเรื่องแคบเข้า เพื่อได้ศึกษาในแนวลึกภายในเวลาที่เหมาะสม บางครั้ง นิสิต นักศึกษานึกถึงหัวข้อที่ยิ่งใหญ่เกินไปทำให้เสียเวลาในการทำได้ มีกรณีตัวอย่าง เช่น นิสิต นาย ก เลือกหัวข้อเรื่องที่จะทำวิทยานิพนธ์และคาดว่าจะทำสำเร็จด้วยดี แต่ปรากฏว่าอาจารย์ที่ปรึกษาหรืออาจารย์ควบคุมวิทยานิพนธ์ไม่เห็นด้วยหรือเห็นด้วยกับเรื่องที่
จะทำน้อย ทำให้นิสิต นักศึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ควบคุมวิทยานิพนธ์เข้ากันไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อวิทยานิพนธ์ที่จะทำอย่างโดยตรงเช่นกัน ดังนั้นการเลือกหัวข้อเรื่องที่มีความเป็นไปได้สูงที่คาดว่านิสิต นักศึกษาจะทำสำเร็จ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบดังนี้
2.1 ศักยภาพทางด้านความรู้ ความสามารถ นิสิต นักศึกษาต้องมีความรู้พื้นฐานดีในเรื่องที่จะทำวิทยานิพนธ์ ควรเลือกทำในสาขาที่ตนเองถนัด มีความชำนาญในเรื่องนั้นซึ่งแยกได้ 2 กลุ่ม คือ
2.1.1 กรณีนิสิต นักศึกษาที่ทำงานแล้ว ควรเลือกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำเพื่อจะได้นำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้ด้วย รวมทั้งมีความเป็นที่ได้ที่จะทำสำเร็จ มีความเป็นไปได้สูงเช่นกัน เช่น นิสิต นักศึกษา นาย ก เป็นครูสอนวิชาเคมี เรื่องที่เลือกจะทำก็ควรจะเกี่ยวข้องกับงานที่ทำด้วย ตัวอย่างเช่น เจตคตินักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ต่อวิชาเคมี ความสัมพันธ์ระหว่างความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์กับเจตคติทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 วิธีที่ง่ายที่สุดในการหาหัวข้อ คือ การขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญในเรื่องที่ นิสิต นักศึกษาต้องการศึกษา และสร้างความคุ้นเคยกับสาขานั้น ๆ โดยอ่านเอกสาร งานวิจัยอย่างกว้างขวาง ข้อพึงระวังอย่างยิ่งคือ การสร้างหัวข้อโดยปราศจากความคุ้นเคยในศาสตร์นั้น ๆ เป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง นิสิตนักศึกษาต้องศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้องในสาขานั้น ๆ เพื่อให้รู้ว่าหัวข้อที่เลือกมีความเหมาะสมและน่าสนใจที่จะศึกษาหรือไม่
2.1.2 กรณีนิสิต นักศึกษายังไม่ทำงาน ควรเลือกหัวเรื่องที่ใกล้เคียงกับความรู้หรือฐานความรู้ที่มีอยู่ ซึ่งจะทำให้วิทยานิพนธ์มีความสำเร็จเป็นไปได้สูง นิสิต นักศึกษามีความอยากทำมากขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่มีความรู้เป็นฐานเดิมอยู่แล้ว ถ้านิสิตที่จบปริญญาตรีทางวิทยาศาสตร์ สาขาเคมี นิสิต นักศึกษา ควรเลือกหัวเรื่องที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เช่น เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเจคติทางวิทยาศาสตร์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หรือจบทางคอมพิวเตอร์ ควรศึกษาเกี่ยวกับ การผลิตสื่อการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
2.2 มีความเป็นไปได้สูงที่จะทำได้สำเร็จ กล่าวคือ เรื่องที่เลือกศึกษามีแนวทางชัดเจนอยู่พื้นฐานแห่ง กฎ ทฤษฏี หลักการ และตำรา รายงานการวิจัยที่จะศึกษาเป็นแนวทางได้
2.3 มีเครื่องมือการวิจัยหรือเก็บรวบรวมข้อมูล อุปกรณ์ที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพในการศึกษาค้นคว้า และสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของการวิจัยหรือเรื่องที่ศึกษาอย่างชัดเจนและถูกต้อง
2.4 มีแหล่งศึกษาค้นคว้ากับเรื่องที่จะทำวิจัยอย่างเพียงพอ เช่น ห้องสมุดหรือสำนักวิทยาบริการ วารสาร รายการวิจัย วิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง ฐานข้อมูลการวิจัยและมีความสะดวกในการสืบค้นจากระบบอินเทอร์เน็ตหรือจากฐานข้อมูลนั้น
2.5 มีความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยสำเร็จลงได้และมีคุณภาพขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ตรงตามกลุ่มตัวอย่างที่สุ่มหรือเลือกไว้ ดังนั้นการเก็บรวบรวมข้อมูลบางกรณีต้องได้รับความร่วมมือจากบุคคลในองค์กร หน่วยงานและสถาบันการศึกษา เช่น ได้รับอนุญาตให้เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยความเต็มใจ รวมทั้งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากกลุ่มตัวอย่างมีความเต็มใจ และตั้งใจทำแบบสอบถาม แบบทดสอบ หรือให้การสัมภาษณ์ หรือการทดลองของกระบวนการทำวิทยานิพนธ์
2.6 มีงบประมาณเพียงพอในการดำเนินการวิทยานิพนธ์ตั้งแต่เริ่มจนเสร็จสิ้นของการทำ เพราะหากงบประมาณไม่เพียงพอทำให้การดำเนินการหยุดชะงักไม่สำเร็จตามวันเวลาหรือเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้ ดังนั้นงบประมาณถือเป็นสำคัญเช่นกัน กรณีนิสิตทำวิทยานิพนธ์เชิงคุณภาพ เช่น แนวทางการพัฒนาการเรียนการสอนทางอิเล็กทรอนิกส์(e-Learning) สำหรับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย (สังคม ภูมิพันธ์และคณะ, 2549) กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เชี่ยวชาญที่อยู่หลายที่และรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ นิสิต นักศึกษา จะต้องเดินทาง งบประมาณ ค่าใช้จ่ายจะมากขึ้น มากกว่าการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม ดังนั้นต้องมีการวางแผนการดำเนินการเก็บข้อมูลอย่างรัดกุม เพื่อประหยัดงบประมาณและควบคุมงบประมาณให้เป็นไปตามที่ตั้งไว้หรือถ้าคาดเคลื่อนก็ไม่เกินงบประมาณที่ตั้งไว้จนมากเกินไป
3. เป็นเรื่องที่ผู้ทำวิทยานิพนธ์สนใจตลอดจนเสร็จสิ้นกระบวนการศึกษาค้นคว้าอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเหตุผลหลักสำคัญที่ขาดไม่ได้เช่นกัน เนื่องจากนิสิต นักศึกษา เป็นผู้วิจัย ผู้ทำวิทยานิพนธ์ หัวข้อจึงควรดึงความสนใจของผู้วิจัยได้ เพราะจะเป็นแรงผลักดันให้นิสิต นักศึกษามีความกระตือรือร้นในการทำวิทยานิพนธ์ เพื่อความอยากรู้ ความอยากเห็นคำตอบของนิสิต นักศึกษาจะเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นแรงจูงใจและสร้างความเพียรพยายามในการทำวิทยานิพนธ์ จะทำให้วิทยานิพนธ์สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ดังนั้นนิสิตไม่ควรเลือกตามใจคนอื่น หรือตามใจอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อจบการศึกษาตามหลักสูตรเท่านั้น โดยที่ตนเองไม่มีความสนใจเลย หลีกเลี่ยงหัวข้อที่ไม่ตรงกับความสามารถของตน เช่น นิสิต นักศึกษาที่ขาดความรู้ทางคอมพิวเตอร์ ก็ไม่ควรเลือกหัวข้อที่เกี่ยวกับการผลิตสื่อ การใช้คอมพิวเตอร์ในการวิจัยเป็นหลัก แม้ว่าจะเป็นหัวข้อที่สนใจก็ตาม ซึ่งจะทำให้นิสิตนักศึกษา เกิดความเบื่อหน่าย ขาดแรงจูงใจในการศึกษาและค้นคว้าเอกสารและดำเนินการวิจัย รวมถึงจะส่งผลถึงผลงานวิจัยที่ไม่มีคุณภาพและขาดความภูมิใจในการเป็นเจ้าของงานวิจัยอย่างแท้จริง
4. เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับนโยบายของสถาบัน คณะและภาควิชา ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนส่งเสริมให้ทำ มีความสบายใจในการทำหรือมีความใหม่และทันสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตรงกับเจตนารมณ์ของมหาวิทยาลัย โอกาสจะได้รับพิจารณาอนุมัติทุนและอาจจะได้รับทุนสนับสนุนวิจัย มีความเป็นไปได้สูง เช่น คณะหรือภาควิชา เน้นการวิจัยในชั้นเรียนหรือการวิจัยเชิงคุณภาพ นิสิตควรจะศึกษาหรือทำเรื่องเกี่ยวกับนโยบายที่คณะตั้งไว้เพื่อความสอดคล้องและงานวิจัยที่ทำได้รับการยอมกับอาจารย์ที่ปรึกษาเช่นเดียวกัน
5. เรื่องที่ทำต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานทางทฤษฎีหรืองานวิจัยสนับสนุน หัวข้อเรื่องที่นิสิตเลือกจะต้องมีพื้นฐานมาจากตัวทฤษฎี ฐานทฤษฎีฝังรากในวงจรการพัฒนาความรู้ ซึ่งทฤษฎีทำให้เกิดคำถามผลที่คาดหวังและตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย ถ้าหัวข้อวิจัยของ นิสิต นักศึกษาไม่มีฐานทฤษฎี ไม่ถูกต้อง จะทำให้ล้มเลิกก็เป็นได้ เช่นกัน รวมทั้งหัวข้อ ควรมีความเป็นไปได้ ทั้งในเชิงการหาข้อมูล และการหาเครื่องมือวิเคราะห์ ซึ่งมีหลาย ๆ หัวข้อที่น่าสนใจ แต่ขาดวิธีการวิจัยที่เหมาะสม บางหัวข้อไม่สามารถหาข้อมูลได้ ทำให้การศึกษาหัวข้อนี้เป็นสิ่งที่ท้าท้ายเกินกำลังสำหรับงานวิทยานิพนธ์
6. เป็นเรื่องที่สามารถนำไปพัฒนาในวิชาชีพของตนได้ วิทยานิพนธ์อาจมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นหรือจุดสุดท้ายของการวิจัยในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง กล่าวคือ ที่ว่าเป็นจุดเริ่มต้นก็เนื่องจากว่าหัวข้อนำไปสู่การค้นคว้าวิจัยในอันดับต่อมา ที่ว่าเป็นจุดสุดท้ายก็มองจากแง่มุมของผู้ทำวิจัยว่าเมื่องานสำเร็จผู้วิจัยก็ถือเป็นปราชญ์ในเรื่องนั้น อาจใช้เป็นบันไดในการก้าวกระโดดในหน้าที่การงานได้เป็นอย่างดี เมื่อสาขาอาชีพนั้นได้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยนั้น ๆ สามารถสร้างความก้าวหน้าให้กับสาขาอาชีพที่ นิสิต นักศึกษาทำงานอยู่

Tags: ,
Prev: ความสัมพันธ์ระหว่างสถิติ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างNext: ที่มาของหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ ตอนที่ 2
ที่มาของหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ ตอนที่ 2
Aug 1, '07 11:31 PMfor everyone
มักจะเกิดคำถามเสมอในการเรียนระดับบัณฑิตศึกษาว่า หัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์หรือวิจัย อยู่ไหน ฤาไกลเกินคว้า ปกติการเรียนระดับระดับบัณฑิตศึกษาเป็นเรื่องสนุกสนาน เพราะได้พบเพื่อนต่างวัย ต่างบทบาท ต่างหน้าที่ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ไม่เคยเจอมาก่อน ได้ความคิดใหม่ ๆประสบการณ์ใหม่กับเพื่อร่วมชั้นเรียน แต่นิสิต นักศึกษาจะหนักใจกับหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ที่จะทำตามหลักสูตรของการจบการศึกษา อาจจะเป็นการศึกษาค้นคว้าอิสระ สำหรับนิสิติ นักศึกษาเลือกเรียนแผน ข (8 หน่วยการเรียน) วิทยานิพนธ์สำหรับ นิสิต นักศึกษาเลือกเรียนแผน ก ซึ่งจะทำให้นิสิตบางคนเสียโอกาสที่จบการศึกษาตามหลักสูตรหรือไม่จบการศึกษาเลย เพราะนิสิต นักศึกษาจะจบการศึกษาตามหลักสูตร ต้องทำวิทยานิพนธ์หรือการศึกษาค้นคว้าอิสระ สาเหตุหลักคือนิสิต นักศึกษาคิดหัวข้อเรื่องที่จะทำไม่ได้หรือทำแล้วแต่ติดปัญหาที่กระบวนการวิจัยที่ไม่สามารถดำเนินการได้ อาจจะเกิดจากความรู้พื้นฐานน้อย การวางแผนล้มเหลว หรือเรื่องที่ทำขาดความสนใจ และที่สำคัญคือตัวนิสิต นักศึกษาเอง ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น นิสิต นักศึกษาควรมีการแผนการทำวิทยานิพนธ์ตั้งเริ่มเรียน ยิ่งเริ่มได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อการทำวิทยานิพนธ์เท่านั้น วิธีที่ง่ายที่สุดในการค้นหา หัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์มีดังนี้
1. ผู้ที่จะทำวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ จะต้องทราบว่าตนเองต้องการจะศึกษาเรื่อง อะไรอย่างชัดเจน จึงจะสามารถกำหนดหัวข้อเรื่องสำหรับการวิจัยได้อย่างเหมาะสม กล่าวคือ จากความสนใจ ประสบการณ์ ภูมิหลัง อาจมีบางเรื่องราวที่นิสิต นักศึกษา เองสนใจต้องการหาคำตอบข้อเท็จจริง เช่น อยากทราบแนวคิดหรือข้อสังเกตของนิสิต นักศึกษาในเรื่องตนเองเกี่ยวข้อง สมมติว่านิสิต นักศึกษามีอาชีพครูหรือเป็นนักการศึกษาที่สนใจวิธีสอน อาจตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับวิธีสอนในโรงเรียนของตนเองและต้องการที่ทดลองการจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีสอนที่แตกต่างกัน จะส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหรือไม่ หรือนิสิต นักศึกษา ทำธุรกิจด้านภาพยนตร์ อาจตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ การเลือกชมภาพยนตร์ของประชาชนว่ามีลักษณะอย่างไร หรือมีวิธีการใดที่ส่งเสริมให้คนเลือกชมภาพยนตร์ของเรา จากข้อสังเกต ประสบการณ์และความสนใจดังกล่าว นิสิต นักศึกษาจะได้หัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ ที่เกิดจากความต้องการของนิสิต นักศึกษาเอง
2. งานวิจัย วิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์ แหล่งที่มาของหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์แหล่งหนึ่ง คือ งานวิจัย วิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์ ของนักวิชาการหรือนิสิต นักศึกษาที่ทำเสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งในงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ จากการอ่านวิเคราะห์หรือทบทวนอาจจะพบช่องว่างหรือจุดอ่อนหรือหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ที่ตนสนใจที่จะศึกษาหลังจากได้อ่านผลงานหรือวิทยานิพนธ์ของผู้อื่นแล้ว ตัวอย่างเช่น การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรีโกณมิติ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบทีจีที(TGT) กับแบบ สสวท. ถ้านิสิต นักศึกษา พิจารณาแล้วยังมีข้อบกพร่อง ก็สามารถศึกษาใหม่ได้ อาจจะเพิ่มวิธีสอนหรือเปลี่ยนวิธีสอนใหม่ จากหัวข้อเรื่อง การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรีโกณมิติ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบทีจีที(TGT)กับแบบ สสวท. เปลี่ยนเป็น การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรีโกณมิติ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิ๊กซอว์แบบทีจีที(TGT)กับแบบ สสวท. เหล่านี้เป็นต้น แต่อย่าลืมว่าในการอ่านหรือทบวนนิสิต นักศึกษาควรศึกษางานวิจัยในสาขาของตนเอง เพื่อค้นหาหัวข้อเรื่องที่วิทยานิพนธ์ที่ทำได้ หรือสาขาใกล้เคียง เช่น ในสาขาการวิจัยการศึกษา ได้แก่ งานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์สาขาการวิจัยการการศึกษา สาขาการวัดผลการศึกษา สาขาหลักสูตรและการสอน สาขาการศึกษาทั่วไป ทั้งงานวิจัยในและต่างประเทศ หรือในสาขาบัญชีและการจัดการ ได้แก่ งานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ของสาขาการบัญชี สาขาการจัดการทั่วไป สาขาการเงิน สาขานโยบายสาธารณะ เป็นต้น
3. ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ แหล่งที่มาของหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์แหล่งหนึ่ง คือ ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ เนื่องจากงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ทั้งในและต่างประเทศทุกเล่ม ที่อยู่ในรูปเล่มหรือตีพิมพ์ในวารสาร จะพบว่า บทที่ 5 หลังการสรุปผล อภิปรายผลการวิจัย จะมีข้อเสนอแนะของผลการวิจัย ทั้งข้อเสนอแนะเพื่อการนำไปใช้และข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป เมื่อนิสิต นักศึกษาได้อ่านหรือวิเคราะห์ อาจจะพบหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ที่น่าสนใจหรืออาจจะประยุกต์ข้อเสนอแนะและสามารถกำหนดหรือตั้งเป็นชื่อเรื่องได้ ถ้าเป็นงานวิจัยระดับชาติแล้วยิ่งมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจที่สามารถแยกแยะประเด็นต่าง ๆ ที่ต้องการทำวิทยานิพนธ์
4. เอกสารและบทความที่ตีพิมพ์ ซึ่งปัจจุบันเอกสารและบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารงานวิจัยมีจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศ วารสารถึงว่าเป็นแหล่งรวมบทความและผลงานวิจัยที่เป็นปัจจุบันที่สุดและมีความรู้ใหม่ ผลงานวิจัยใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ ยิ่งนิสิต นักศึกษาอ่านและวิเคราะห์บทความหรืองานวิจัยมากเท่าใดโอกาสที่จะพบหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ยิ่งมีมากและใหม่ ทันสมัย เป็นปัจจุบันมากที่สุด แต่ทั้งนี้ควรอ่านวารสารหรือเอกสารที่ตรงกับสาขาของตนเองหรือเกี่ยวข้อง เพื่อจะได้หัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ที่ตรงกับสาขาและทำได้เลย ตัวอย่างวารสารได้แก่ วารสารการวัดผลการศึกษา วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วารสารบัญชีและการจัดการ วารสารรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ วารสารสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติและวารสารคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
5. อินเทอร์เน็ต ปัจจุบันถือว่าเป็นสื่อแหล่งรวมงานวิจัยทั่วโลก นิสิต นักศึกษาสามารถค้นหางานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์จากมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งค้นหาข้อมูลที่นิสิต นักศึกษาสนใจได้ รวมถึงอาจจะได้ความคิดใหม่ในการหาหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ และสามารถตรวจสอบชื่อเรื่องของนิสิตที่ตั้งขึ้นว่าซ้ำหรือมีคนทำมากน้อยแค่ไหนได้ด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

6. ข่าวในสื่อมวลชน แหล่งที่มาของหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ที่สำคัญแหล่งหนึ่ง คือ ข่าวในสื่อมวลชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและเหตุการณ์ต่าง ๆ ในปัจจุบัน เป็นเรื่องที่คนกำลังสนใจอยู่ ปัญหาและเหตุการณ์เหล่านั้นยังไม่มีคำตอบหรือไม่ข้อยุติที่แน่นอนและถึงมีข้อมูลแต่ยังไม่ครอบคลุมหรือถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ตามหลักวิชาการ ดังนั้นนิสิต นักศึกษาสามารถเอาประเด็นเหล่านั้นมาตั้งเป็นหัวเรื่องวิทยานิพนธ์ได้ เช่น ด้านการศึกษา เกี่ยวกับการแบ่งเขตพื้นที่การศึกษาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร สามารถศึกษาความคิดเห็นของครู นักเรียนและกรรมการสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องเพื่อหาข้อสรุปตามหลักวิชาการและสภาพความเป็นจริงแก่สาธารณชนหรือด้านรัฐประศาสตร์และสังคมศาสตร์ ศึกษาเกี่ยวกับระบบการเมืองในปัจจุบัน แนวทางการปฏิรูปการเมืองการปกครองและประชาชนกับประชาธิปไตยในปัจจุบัน เหล่านี้ถือว่าเป็นหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ที่ทันสมัยและเหตุการณ์ในปัจจุบัน
7. หน่วยงานที่นิสิต นักศึกษาทำงานอยู่ แหล่งที่มาของหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ที่สำคัญแหล่งหนึ่ง คือ หน่วยงานที่นิสิต นักศึกษาปฏิบัติงานอยู่ อาจมีหัวข้อเรื่องวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ที่น่าสนใจหลายเรื่อง เพื่อขจัดความสงสัยหรือเพื่อศึกษาให้ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องที่หน่วยงานสนใจ รวมทั้งนิสิต นักศึกษาสนใจด้วยเช่นเดียวกัน เช่น กรณีประกอบอาชีพข้าราชการ อาจจะศึกษาขวัญและกำลังในการปฏิบัติงานของผู้อยู่ใต้บังบัญชา เจตคติหรือทัศนคติต่อการปฏิบัติงานในหน่วยงาน หรือศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บริการหน่วยงาน กรณีเป็นเจ้าของกิจการ อาจจะศึกษาแนวโน้มการขยายธุรกิจ ความพึงพอใจของลูกค้าต่อการบริการ ปัญหาและความต้องการในการเลือกซื้อสินค้า เป็นต้น จะเห็นว่าที่ทำงานหรือหน่วยงานที่ปฏิบัติงานอยู่ มีประเด็นที่น่าสนใจหรือมีหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่าแหล่งอื่น ๆ เช่นเดียวกัน ซึ่งนิสิต นักศึกษาไม่ควรมองข้ามแหล่งที่มาใกล้ตัว
8. การทำ Review Research หรือการทบทวนงานวิจัย วิทยานิพนธ์ที่ทำเสร็จแล้ว ซึ่งส่วนมากนิสิต นักศึกษามักจะได้ทำในการเรียนตามรายวิชา การทำ Review Research จะช่วยให้นิสิต นักศึกษา ทราบถึงระเบียบวิธีวิจัย การดำเนินการวิจัย ผลของการวิจัย รวมทั้งจุดเด่น จุดด้อยของานวิจัย วิทยานิพนธ์เรื่องนั้นด้วย รวมทั้งอาจจะเป็นการจุดประกายหัวข้อเรื่องที่น่าสนใจเพื่อจะศึกษา ต่อยอดเรื่องที่ศึกษามาแล้วให้ลึกซึ้งกว่าเดิม ซึ่งหลักการทำ Review Research นิสิต นักศึกษา ควรทำเรื่องหรือขอบเขตที่เป็นแนวเดียวกัน ไม่ควรทำกระจัดกระจาย เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การ Review Research ควรหาเรื่องงานวิจัย วิทยานิพนธ์ที่มีความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวข้องเพื่อจะได้ตัวแปรที่ศึกษาไม่ชัดเจน

Tags: , ,
Prev: การเลือกหัวข้อวิทยานิพนธ์ ตอนที่ 1Next: การเขียนวิทยานิพนธ์ : การตั้งชื่อเรื่องวิทยานิพนธ์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น